วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีเจ้าสัวบุญชัย

หากพูดถึงในกรณีของเจ้าสัวบุญชัย 
ที่ออกมาเชิญชวนให้คนมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย


ที่ทางเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สั่งจับตาว่าจะเป็นการปลุกระดมคน เพื่อจัดการชุมนุม ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการทำงานหรือไม่

ก็คงต้องเป็นเรื่องของทางตำรวจ พิจารณาไป


แต่สำหรับมุมมองอีกข้างหนึ่ง ผมกลับมองว่า


ในเรื่องคนที่มาปฏิบัติธรรมของทางวัดก็มีเยอะมากๆอยู่แล้ว การที่จะชวนมาปฏิบัติธรรมก็ชวนมาจริงๆ มาปฏิบัติธรรมจริง 

 

ส่วนเรื่องเจตนาแอบแฝงว่ามาชุมนุมอะไรหรือเปล่า 
อย่ามาชี้นำไปก่อนเพื่อเป็นประเด็นสังคม 

ให้ดูตามเจตนา คือมาปฏิบัติธรรม มาช่วยงานปฏิบัติธรรม หรือมากลั่นจิตกลั่นใจให้ใส ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะทำได้จะพูดได้โดยสุจริตใจ ซึ่งวัดนี้ทำเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องจะออกหมายจับในข้อหาขัดขวาง 
ต้องดูที่เจตนาด้วยว่ามีเจตนาขัดขวางหรือเปล่า 
เจตนาก็คือสิ่งที่แสดงออกมา ซึ่งก็ไม่ได้เห็นว่ามีเจตนาขัดขวางอะไร 

เป็นเจตนาที่แสดงความบริสุทธิ์ใจ 

เขาก็แค่เรียกร้องให้ทางองค์กรของรัฐแสดงความบริสุทธิ์ใจเหมือนกับที่ทางวัดพระธรรมกายได้แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

"เจ้าหน้าที่รัฐก็เพียงแค่แสดงให้เห็นว่า 
ยังมีความยุติธรรมอยู่ 
ก็เท่านัั้น"

มาตรการที่ทางรัฐใช้กับหลวงพ่อธัมมชโย ทางวัดพระธรรมกาย หรือคนที่เข้ามาเป็นสาธุชนก็แล้วแต่ การที่เค้าจะเข้ามาแบบนี้ก็ต้องดูถึงความเหมาะสมด้วยว่าเป็นความเหมาะสมไหม และคดีมันรุนแรงขนาดไหน ถึงจะต้องใช้มาตรการต่างๆเหมือนที่ได้ทำไว้

เรื่องเจ้าสัวบุญชัยก็เป็นเรื่องปกติ และควรจะเป็นแบบนี้ เพราะที่วัดก็นั่งสมาธิกันเป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว 

ถ้าเจ้าหน้าที่ถามเจ้าสัวว่า ที่เชิญชวนมีเจตนาแอบแฝงหรือเปล่า 

ก็ต้องถามกลับไปว่า 

"แล้วเจ้าหน้าที่หล่ะ มีเจตนาแอบแฝงหรือเปล่า" 

ทำไมถึงจะต้องมานั่งจับพระ ทั้งแก่ ทั้งป่วย และทำความดีนั้นด้วย 

คุณไม่มีเจตนาแอบแฝงอะไรจริงๆหรือเปล่า 
ต้องการจะทำให้วัดเสียชื่อเสียง หรือต้องการให้มีเหตุอย่างอื่น 
โดยใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองหรือเปล่า 

การที่จะจับคนอื่น แม้เข้าองค์ประกอบการรับผิดก็จริง แต่ต้องดูที่เจตนาเขาด้วย ถ้าเขาไม่ได้มีเจตนาจริงๆ คุณจะไปจับเขา เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งเขามากกว่า ความยุติธรรมก็ไม่เกิดขึ้น 

สุดท้ายนอกจากความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น

ยังเป็นการสร้างปัญหาให้บานปลายขึ้นด้วย

ประเด็นสุดท้าย ชัดเจนว่าคนที่มาวัดมาปฏิบัติธรรม สิ่งที่เห็น ก็คือการนั่งปฏิบัติธรรมกันจริง 

แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นการชุมนุม ก็ไม่ได้เป็นอะไร เพราะชุมนุมในที่รโหฐาน เป็นที่ส่วนบุคคล ไม่ได้ออกไปข้างนอก เป็นสิทธิของบุคคลที่อยากจะรู้เฉยๆว่าภาครัฐมีความสุจริตใจยังไง ทางภาครัฐก็แค่แสดงความสุจริตใจออกมา แค่นั้นเอง ไม่ได้ยากอะไร

ภาพที่เห็นคือทางคนวัดไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางเจ้าหน้าที่ 
หรือเป็นโล่อะไรก็ตามให้ผู้ที่เจ้าหน้าที่่จะเข้าจับกุม แต่ต้องการความยุติธรรมสุจริตใจ ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อ หรือใครก็ตาม เป็นสิทธิพื้นฐานของคน 

เพราะหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้ยืนบนความยุติธรรมจริงๆ 

ต่อไปจะมีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ

เพราะถ้าความอยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมได้ แล้วเกิดขึ้นกับคนที่มีคุณงามความดี เกิดกับคนที่เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคนแบบนี้ได้ ย่อมจะเกิดกับคนอื่นๆในประเทศได้เหมือนกัน 

แทนที่จะมองในแง่ลบอย่างที่เรากำลังวิพากวิจารณ์กัน 

ควรจะขอบคุณคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ 

ที่ออกมาปกป้องสิทธิของคนทั้งประเทศ

รวมถึงพวกคุณด้วย




Cr.นักวิชาการอิสระ